ดูบอลออนไลน์ ปารีส

ดูบอลออนไลน์ ปารีส ดูบอลออนไลน์ ฟรี

ดูบอลออนไลน์ ปารีส เว็บไซด์รายงานข่าวสาร ผลบอลสด

ดูบอลออนไลน์ ปารีส ดูบอลสด และ ดูบอลออนไลน์ ผ่านเน็ตฟรี ดูบอลออนไลน์แจกฟรีทีเด็ดบอล ทีเด็ดบอลวันนี้ ทีเด็ดฟุตบอลวันนี้ทีเด็ดฟุตบอลทีเด็ดบอลชุด ทีเด็ดบอลสเต็ประดับ VIP ที่แม่นที่สุดในทุกๆลีกทั่วโลก และยังมีทรรศนะวิเคราะห์บอล ดู บอล สด ปารีส
ทรรศนะบอล ทรรศนะเซียนบอล ทรรศนะบอลวันนี้ให้ท่านได้อ่าน วิเคราะห์บอล วิเคราะห์บอลวันนี้ วิเคราะห์บอลคืนนี้จากเหล่าเซียนดัง นอกเหนือจากนั้นยังมีข้อมูล ล้มโต๊ะ บ้านผลบอล เซียนสเต็ป สยามกีฬา สปอร์ตพูล ตลาดลูกหนัง สปอร์ตแมน
อัพเดทตารางบอล ดู บอล สด ประจวบ ตารางบอลวันนี้ ตารางบอลคืนนี้ ตารางบอลพรุ่งนี้ โปรแกรมบอล โปรแกรมฟุตบอล โปรแกรมฟุตบอลวันนี้ราคาบอลราคาบอลไหลเช็คราคาบอลราคาบอลวันนี้ราคาบอลสดราคาบอลพรีเมียร์ลีกแถมยังให้บริการ ดูผลบอลเมื่อคืนผลบอลล่าสุดผลบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษผลบอลวันนี้ ดู บอล สด ซั ป โป โร โอ ซา ก้า
ผลบอลบุนเดสลีกาเยอรมันผลบอลลาลีกาสเปนผลบอลลีกเอิงฝรั่งเศษผลบอลสดไทยพรีเมียร์ลีกผลบอลสดไทยดิวิชั่น1บอลไทยดิวิชั่น2ผลบอลสดยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกผลบอลสดยูโรป้าลีกและผลบอลสดทั่วโลกอัพเดทตลอดเวลา24ชั่วโมง รับรองทีเด็ดฟุตบอลระเทพVIP ดู บอล สด ซั ป โป โร วัน นี้
ให้เสพข้อมูลฟรีๆและ ชมไฮไลท์ฟุตบอลความคมชัดระดับHD อัพเดททันทีแบบ Realtime ที่ฟุตบอลแข่งจบจากทุกๆลีกทั่วโลก ทำให้แฟนบอลทุกๆท่านจะไม่พลาดทุกช็อตสำคัญของการแข่งขัน ดูบอลผ่านเน็ตดูบอลออนไลน์ ดูบอลสดทุกลีกทั่วโลก
ดูฟุตบอลออนไลน์สามารถติดตาม ตารางคะแนนลาลิกาตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกตารางคะแนนลีกเอิงตารางคะแนนบุนเดสลีกา…

แสงแดด

SPF อันตรายจาก แสงแดด

SPF แสงแดด จัดว่าเป็นสิ่งที่ให้คุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์

แสงแดด

แพทย์โรคผิวหนังมีความเห็นว่า แสงแดด ให้โทษต่อผิวหนังมากกว่าให้คุณ ทำให้ผิวหนังไหม้เกรียม ถ้าผิวหนังโดนแดดจัดๆ นานเป็นชั่วโมง โดยเฉพาะแสงแดดในบ้านเราขณะทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ เชียร์กีฬา หากผิวหนังโดนแดด 6-24 ชม. ผิวหนังจะบวมแดง
ปวดแสบปวดร้อน ถ้ารุนแรงมากก็จะเกิดเป็นตุ่มน้ำพองออกมา ต่อมาจะคล้ำและลอกเป็นสะเก็ด การถูกแสงแดดบ่อยๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายปี จะทำให้ผิวเหี่ยวย่น ซึ่ง
เป็นสิ่งปกติอยู่แล้วเมื่ออายุมากขึ้น แต่แสงแดดจะเร่งให้เกิดเร็วขึ้น และจะเห็นได้ชัดบริ
เวณนอกร่มผ้าที่โดนแดดเป็นประจำ นอกจากนี้แสงแดดยังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
มักเกิดนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า คอ แขนขา มือ เป็นต้น แสงแดดยังทำให้ฝ้าและกระ
กำเริบมากขึ้น โดยเห็นเป็นผื่นดำเข้มขึ้นอีกด้วย

สำหรับการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากแสงแดดคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนแสงแดดด้วยการ ใช้ร่ม หมวก เสื้อผ้าปกคลุม สำหรับบริเวณที่ป้องกันไม่ได้ควรใช้ยากันแดดทาทุกครั้งให้เป็นนิสัย ทุกครั้งที่จะต้องออกแดด ควรเลือกยากันแดดที่มีตัวเลขค่าป้องกันแสงแดดที่เรียกว่า SPF สูงเกิน 15 ซึ่งจะมีตัวเลขบอกไว้ที่กล่องยากันแดด เพื่อป้องกันแสงแดดได้เต็มที่

การฝากครรภ์ มีความสำคัญอย่างไร

การฝากครรภ์

การฝากครรภ์

จากสถิติพบว่าถ้า การฝากครรภ์ อย่างเนิ่นๆ และสม่ำเสมอ จะลดอุบัติการการตาย คลอด
และกรณีทารกตายหลังคลอด ได้ถึง 75 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะถ้าการฝากครรภ์ เริ่มตั้งแต่ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เมื่อมีความผิดปกติในรอบระดูไม่ว่าจะขาดหายไป เลือดออกมาก หรือกะปริดกะปรอย ควรจะต้องตรวจสอบดูว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ เพื่อจะได้เข้าฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ
การฝากครรภ์
ในขณะนี้การฝากครรภ์จะมีสถานบริการทางสาธารณสุขไว้บริการทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ในครั้งแรกแพทย์จะซักประวัติทุกแง่ทุกมุม ประวัติการเจ็บป่วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในอดีตใทั้งพ่อและแม่ อาชีพที่อาจจะก่อผลต่อการตั้งครรภ์ ประวัติการผ่าตัด การรับประทานยาและ การใช้สารเสพติดต่างๆ แพทย์จะตรวจร่างกายทุกระบบ รวมทั้งการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการตรวจภายใน เพื่อจะได้ทราบถึงสภาวะการตั้งครรภ์ สภาพมดลูก และสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีอยู่ เพื่อจะได้แก้ไขแต่เนิ่นๆ รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้แก่ทารกในระยะตั้งครรภ์อ่อนๆ การนัดตรวจในระยะแรกๆ ก็จะเป็นทุกเดือน เมื่อตั้งครรภ์แก่ขึ้นก็จะนัดถี่ขึ้น จนทุกสัปดาห์ เมื่อเข้าสู่ระยะใกล้คลอด

หวังว่าท่านจะให้ความสำคัญของการฝากครรภ์นะคะ…

สุขภาพฟันของลูกน้อย ผู้ปกครองควรพาไปหาหมอฟัน สม่ำเสมอ

สุขภาพฟันของลูกน้อย

การจัดตารางหรือโปรแกรมการดูแลสุขภาพฟันให้กับลูกน้อยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดเลย ควรต้องเริ่มเมื่อไร เริ่มอย่างไร และมีขั้นตอนอะไรบ้าง

การดูแลรักษาฟันของเด็กนั้น ควรเริ่มดูแลตั้งแต่แรกเกิด และไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นก่อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และคุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นช่วยดูแลสุขภาพฟันและวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องควบ คู่ไปด้วย

ข้อมูลด้านล่างนี้สามารถเป็นตัวช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลรักษาสุขภาพฟันให้กับเด็กได้

ควรเริ่มเมื่อใด

มีคำแนะนำดังนี้

เด็กอายุ 6 เดือนถึง 1 ขวบ ในวัยนี้ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เมื่อมีฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น หรือตอนอายุประมาณ 1 ขวบ

เด็กเล็ก ถึง เด็กวัยเริ่มเข้าโรงเรียน หลังจากที่เด็ก ได้รับการตรวจสุขภาพฟันในครั้งแรกแล้วนั้น ผู้ปกครองควรพาลูกไปตรวจสุขภาพฟันอีกครั้งทุกๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากทันตแพทย์พบว่า เด็กมีปัญหาในช่องปากหรือมีฟันผุ ทันตแพทย์จะนัดให้เด็กมาตรวจสุขภาพฟันบ่อยขึ้น

พบทันตแพทย์ในครั้งแรก การพาเด็กไปพบทันตแพทย์ทั่วไปหรือทันตแพทย์สำหรับเด็กนั้นมีความแตกต่างกัน คือ เด็กอาจจะรู้สึกสบายใจ เพลิดเพลินไปกับสีสัน และสิ่งแวดล้อมในห้องตรวจสำหรับเด็กมากกว่าห้องตรวจของทันตแพทย์ทั่วไป ดังนั้นผู้ปกครองควรพิจารณาทางเลือกให้เหมาะสมกับลูกก่อนการนัดหมาย

การขึ้นของฟัน และ อายุของเด็ก: (เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ)

สุขภาพฟันของลูกน้อย
ข้อควรปฎิบัติ

การเตรียมพร้อมและวางรากฐานให้กับเด็กก่อนที่จะพาเด็กไปพบทันตแพทย์นั้น สามารถช่วยให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและไม่กลัว เมื่อต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพฟัน

กำหนดเวลา : ผู้ปกครองควรเลือกช่วงเวลาของวันที่เหมาะสมให้กับเด็กในการพบทันตแพทย์ครั้งแรก
ทัศนคติที่ดี : ควรสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพฟัน เพื่อให้เด็กรู้ว่าการตรวจสุขภาพฟันนั้นจะช่วยให้เด็กมีสุขภาพฟันที่ดีและ แข็งแรงเมื่อฟันแท้ขึ้น
ให้เด็กมีส่วนร่วม : ผู้ปกครองควรรับฟังพร้อมเปิดโอกาสให้เด็กบอกเล่าถึงความรู้สึกต่อ การรักษาสุขภาพฟัน เพื่อไม่ให้เด็กเกิดอาการกลัวเมื่อพบทันตแพทย์
ต้องเจอกับอะไรบ้าง

เด็กอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 1 ปี

– ในวัยนี้แนะนำให้เด็กนั่งบนตักผู้ปกครองระหว่างที่ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพฟัน
– ทันตแพทย์จะทำการประเมินสุขภาพของช่องปาก รวมไปถึงวิธีรับประทานอาหาร การดื่มนํ้า และตรวจด้วยว่าเด็กมีฟันผุหรือไม่
– ทันตแพทย์จะขัดคราบฟันโดยใช้แปรงสีฟันเล็กๆ
– ทันตแพทย์จะแนะนำการแปรงฟันที่ถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระแทกจากแปรงสีฟัน
– ทันตแพทย์จะเคลือบฟลูออไรด์ชนิดเจลให้กับเด็กเพื่อทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น โดยเจลจะมาในถาดครอบฟันที่ขนาดพอดีกับช่องปากของเด็ก
– ตรวจช่องปากของเด็กว่ามีแผลเปื่อยที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือบริเวณเพดานปากหรือไม่
– ทันตแพทย์จะสอบถามประวัติหากเด็กติดนิสัยดูดหัวนมปลอมหรือดูดนิ้ว

เด็กเล็ก ถึง เด็กวัยเริ่มเข้าโรงเรียน

เด็กในวัยนี้ควรพบทันตแพทย์บ่อยขึ้น ดังนั้นห้องตรวจสำหรับเด็กที่มีอุปกรณ์ตรวจสุขภาพฟัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะสีสันและสิ่งแวดล้อมในห้องสามารถทำให้เด็กเพลิดเพลินในขณะเข้ารับการ ตรวจสุขภาพฟัน

– ทันตแพทย์จะทำการเอ็กซ์เรย์ เพื่อที่จะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับภายในตัวฟันและเหงือก
– ทันตแพทย์จะใช้สารเคลือบฟันที่เป็นพลาสติกบางๆ เคลือบฟันกรามด้านในช่วงที่เป็นผิวหน้าบดเคี้ยวอาหาร
– ทันตแพทย์จะทำการอุดฟันที่ผุ และถอนฟันที่บกพร่องออก
– ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำ หากเด็กติดนิสัย เช่น กัดเล็บ ดูดนิ้ว นอนกัดฟัน
– หากการเรียงตัวของฟันผิดปกติ ทันตแพทย์อาจให้เด็กดัดฟันแบบชั่วคราว (จัดเรียงฟันชนิดถอดได้)

หากพบว่ามีฟันที่เรียงตัวผิดปกติมาก ทันตแพทย์จะจัดการเรียงตัวของฟัน เพื่อให้มีการสบฟันที่ดีมีความสวยงาม และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทันตแพทย์จะทำการประเมิน หากเด็กในวัยนี้มีปัญหาในการสื่อสาร
หลังจากที่ทันตแพทย์ทำการตรวจและประเมินสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กแล้ว พบว่ามีส่วนบกพร่อง ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาตรวจและรักษา ทุกๆ 6 เดือน

เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับ วิธีดูแลสุขภาพฟันและช่องปาก ที่อาจเกิดจากการรับอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ การสูบบุหรี่ การถอนฟันคุดออก หรือการเจาะลิ้น เป็นต้น สุขภาพฟันของลูกน้อย

ผู้ปกครองควรพาเด็กไปหาหมอฟันสม่ำเสมอทุก 6 เดือน เพื่อดูแลและตรวจสภาพในช่องปาก และวางแผนป้องกันอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะเกิดโรคฟันผุ และยังช่วยให้มีประสบการณ์ที่ดีกับการทำฟัน

หนาว

หมดปัญหาผิวในหน้า หนาว ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ใครๆ ก็ทำตามได้

ลม หนาว สาวๆ ที่มีปัญหาผิวสามารถดูแลผิวสวยๆ ให้นุ่มชุ่มชื้นตลอดช่วงฤดูหนาว

ลม หนาว มาเมื่อไหร่ สาวๆ หลายคนเริ่มจะมีปัญหากับผิวสวยๆ กันแล้วใช่มั้ยเอ่ย ทั้งผิวแห้งแตก ลอกเป็นขุย ทำให้ต้องดูแลผิวกันเป็นพิเศษ จริงๆ ไม่ใช่แค่ฤดูหนาวที่ทำให้ผิวเสียอย่างเดียว การอยู่ในที่บรรยากาศเย็นมากๆ เช่น ในออฟฟิศ หรือห้องนอนที่เปิดแอร์เย็นๆ ก็ส่งผลเสียกับผิวด้วย มาร่วมกันจบทุกปัญหาผิวและหาวิธีป้องกันผิวสวยๆ ให้กลับมาเนียน นุ่ม น่าสัมผัสพร้อมกันดีกว่าค่ะ

1. ผิวแห้ง ลอก แตก เป็นขุย

หนาว
สาเหตุ
มักเกิดขึ้นกับผิวหน้า ผิวกาย โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่มีลักษณะผิวที่แห้งอยู่แล้ว และ ผิวริมฝีปาก เนื่องจากผิวบริเวณนี้ไม่มีต่อมไขมัน เมื่อเจออากาศหนาวจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

วิธีป้องกัน
ผิวหน้าและผิวกาย ควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้น สูตรอ่อนโยน เหมาะกับผิวของแต่ละคนและเหมาะกับสภาพอากาศเป็นพิเศษ ที่สำคัญไม่ควรขัดผิว และอาบน้ำอุ่นเกินไปเพราะยิ่งทำให้ผิวเสีย แต่ถ้าอากาศหนาวมากจริงๆ หลังจากอาบน้ำอุ่นแล้วให้ตามด้วยน้ำเย็นปิดท้าย เมื่ออาบเสร็จให้เช็ดผิวเบาๆ และรีบทาครีมบำรุงทันที เนื่องจากในผิวยังมีน้ำที่สามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้นานขึ้น หรือเพิ่มการบำรุงผิวหน้าด้วยการมาส์กสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และ ในส่วนของริมฝีปากนั้นหมั่นทาลิปมันหรือลิปบาล์มให้บ่อยขึ้น

2. ผิวมันหรือผิวขาดน้ำ

หนาว
สาเหตุ
มักเกิดขึ้นกับผิวหน้า ที่เกิดจากผิวขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้น จัดว่าเป็นปัญหาผิวที่เกิดขึ้นได้แม้จะเป็นฤดูหนาวก็ตาม บางครั้งผิวหน้าอาจจะมันเยิ้มได้เหมือนกัน

วิธีป้องกัน
เลือกใช้ครีมบำรุงผิวในกลุ่มมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวให้อยู่นานขึ้น และการดื่มน้ำเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยลดการเกิดภาวะขาดน้ำได้

3. รังแคบนหนังศีรษะ

หนาว
สาเหตุ
บริเวณหนังศรีษะเป็นชั้นผิวที่สามารถเจอกับอากาศเย็นได้โดยตรงเหมือนผิวหน้าและผิวกาย เมื่ออากาศหนาวรังแคจะยิ่งเยอะ เพราะเซลล์ผิวเก่าจะลอกง่ายกว่าช่วงอากาศปกติ

วิธีป้องกัน
ไม่ควรสระผมบ่อยๆ และใช้น้ำอุ่นเกินไป ให้ความชุ่มชื้นกับหนังศรีษะด้วยครีมนวดตามปกติ หรือหมักผมก่อนสระด้วยน้ำมันมะพร้าว

4. ผิวไม่สดใส คล้ำเสียจากแดด

หนาว
สาเหตุ
แดดช่วงอากาศหนาวจะแรงมากเป็นพิเศษ โอกาสที่จะเกิดผิวคล้ำเสีย ฝ้า กระ จะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก สาวๆ มักจะลืมให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดด แต่ไปเน้นที่มอยส์เจอร์ไรเซอร์เป็นหลัก

วิธีป้องกัน
ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-30 และมีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในอย่างเดียวกัน เพราะนอกจากจะปกป้องแสงแดดได้แล้ว ยังสามารถช่วยบำรุงผิวได้ด้วย และควรทาอย่างเป็นประจำทุกวัน

5. โรคผิวหนัง

หนาว
สาเหตุ
มักเกิดจากโรคประจำตัว เมื่อผิวที่เป็นโรคอยู่แล้วสัมผัสกับอากาศเย็น มีส่วนทำให้อาการของโรคกำเริบมากขึ้นกว่าเดิมได้ เช่น การเป็นผิวแพ้ทางกรรมพันธุ์, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น

วิธีป้องกัน
ให้ดูแลรักษาผิวหนังตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ด้วยการสวมเสื้อกันหนาวปกป้องผิวหนัง หรือหลีกเลี่ยงอากาศหนาวเย็นจัด

นอกจากนี้สาวๆ ที่มีปัญหาผิวสามารถดูแลผิวสวยๆ ให้นุ่มชุ่มชื้นตลอดช่วงฤดูหนาวเพิ่มเติม ได้จากการหลีกเลี่ยงอยู่ที่อากาศเย็น ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป หมั่นดื่มน้ำเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิว รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นสารอาหารจำพวกวิตามินเอ บี และซี โดยสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ช่วยดูแลผิวช่วงฤดูหนาวได้

การนอนกรน

สาเหตุของ การนอนกรน เกิดจากอะไร

การนอนกรน คือ การ นอนหลับที่มีเสียงดังขณะหายใจเข้าหรือออก โดยที่เสียงนั้นเกิดขึ้น เนื่องจากการสั่นสะเทือน ของอวัยวะส่วนต่างๆในช่องปากและลำคอ ซึ่งได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน โคนลิ้น ต่อมทอนซิล และ กล่องเสียง

การนอนกรน
สาเหตุของการกรน
โดยปกติขณะหลับ แรง ตึงตัวของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะลดลง รวมทั้งกล้ามเนื้อ ที่อยู่บริเวณช่องทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนแคบลง การลดลงของแรงตึงตัวนี้ เกิดขึ้นในแทบทุกคนที่นอนหลับแม้ในคนที่ไม่กรนก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในคนปกติขณะหลับเป็นดังนี้

นอนหลับ -> กล้าม เนื้อคลายตัว -> ทางเดินหายใจแคบลง -> อากาศที่ผ่านเข้าออกไหลผ่านด้วยความเร็วที่มากขึ้น -> เกิดแรงดันที่เป็นลบ ภายในช่องทางเดินหายใจมากขึ้น ประกอบกับช่วงหายใจเข้าเป็นกลไกที่เกิดจากแรงดันที่ลบ เพื่อดูดอากาศเข้าไปในปอด จึงเกิดแรงดูด “sucking effect“ -> ดังนั้นช่วงหายใจเข้า ทางเดินหายใจส่วนบนจะแคบลงมากกว่าช่วงหายใจออก (ซึ่งมีแรงดันเป็นบวก) -> ความต้านทานของทางเดินหายใจส่วนบนเพิ่มมากขึ้น -> โอกาสเกิดการสั่นของเนื้อเยื่อโดยรอบได้ง่าย

สำหรับในผู้ที่นอนกรนพบว่ามีสาเหตุอื่นร่วมส่งเสริมให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบลงมากกว่าคนทั่วไปได้แก่

การหย่อนยานของอวัยวะส่วนต่างๆในลำคอ ช่อง ทางเดินหายใจแคบลง และอวัยวะโดยรอบสั่นได้ง่าย สาเหตุในกลุ่มนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีโรคทางระบบประสาทบางอย่างที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อหย่อนตัว, ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์, ผู้ที่ได้รับยาบางประเภทเช่น ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ซึ่งลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ

การที่มีต่อมทอนซิลโต, ต่อ มอดีนอยด์โต หรือมีไขมันในเยื่อบุผนังลำคอมาก มีโครงสร้างของใบหน้าผิดสัดส่วน เช่น คางสั้น, คอสั้น ทำให้เวลานอนมีแนวโน้มที่ลิ้นจะตกไปอุดทางเดินหายใจด้านหลังโดยอาจมีสาเหตุ เสริมเช่น น้ำหนักตัวมากกว่าปกติ, โรคแพ้อากาศ, ผนังกั้นโพรงจมูกคด โดยที่ในผู้ที่หายใจทางจมูกไม่สะดวกในขณะนอนหลับมักจะหายใจทางปากร่วมด้วย ซึ่งส่งผลให้กรนได้ง่ายกว่าหายใจทางจมูกเนื่องจากโดยปกติ ความต้านทานของทางเดินหายใจประมาณครึ่งหนึ่ง เกิดจากจมูก ทำให้เมื่อจมูกอุดตัน ความต้านทานจึงเพิ่มขึ้นมาก

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น

อาหาร ที่เสกคุณให้สวยขึ้น

กินยังไง ที่เสกคุณให้สวยขึ้น อยากจะสวยทั้งที่ ทางที่ดีก็ควรจะสวยมาจากข้างในใช่ไหมล่ะคะ เคยได้ยินคำว่า “You are what you eat” กันไหมเอ่ย ถ้าเราอยากสวยมาจากข้างใน การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นส่วนสำคัญ ที่จะคอยช่วยดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิว ให้ดูสวยใส สุขภาพดีและแข็งแรงกันอยู่เสมอ

วันนี้ เราจะชวนสาว ๆ ไปจดลิสต์ “7 อาหาร ที่เสกคุณให้สวยขึ้น” จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

1. ผลไม้ 5 สี

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
เริ่มต้นกันที่ผลไม้ ที่จะมีสีสันแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด ซึ่งผลไม้แต่ละสีนั้นให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกันอีกด้วย ถ้าหากต้องการให้ร่างกายได้รับประโยชน์และสารอาหารแบบครบถ้วน นอกจากจะเริ่มต้นที่การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่าลืมทานผลไม้ให้ครบ 5 สีกันด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้สีเขียว ที่สีเขียวนั้นได้มาจากสารคลอโรฟิลด์ ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใสและดูเปล่งปลั่ง ลดการเกิดริ้วรอย และมีส่วนช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ลดอาหารท้องผูก เนื่องจากอุดมไปด้วยกากใยธรรมชาตินั่นเองค่ะ

2. ถั่ว

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
ธัญพืชเม็ดเล็ก ที่เป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ สามารถนำไปจับคู่ทำเป็นเมนูคาวหวาน หรืออยากจะเอาไว้ทานเล่นก็อร่อยไปอีกแบบ โดยเฉพาะ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำและถั่วแดง ซึ่งทั้งหมดนี้ให้โปรตีนสูง แต่มีไขมันต่ำ หรือถ้าหากใครชอบกินเป็น อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย หรือมะม่วงหิมพานต์ ทั้งสามชนิดนี้อุดมไปด้วยกรดไขมันที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันความเสี่ยงของโรคหลอดเลือด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ประสาทจอตาเสื่อม และช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

3. มะเขือเทศ

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
สาว ๆ คนไหนที่อยากผิวสวยใส ดูอ่อนกว่าวัย แนะนำให้กิน มะเขือเทศ ที่อุดมไปด้วยสารไลโคปีน ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า มีวิตามินหลากหลายชนิด อาทิเช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเอและวิตามินซี มีส่วนช่วยในการลดการเกิดปัญหาสิว ฝ้า และจุดด่างดำ อยากจะทานแบบเป็นลูก ทานแบบสลัด หรืออยากจะทานแบบน้ำมะเขือเทศก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กันเลยค่ะ

4. น้ำเปล่า

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
เพราะอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน การดื่มน้ำเปล่าให้พอดีกับความต้องการของร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับใครที่มักจะดื่มน้ำน้อย ต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนเลยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแล้ว การดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 – 10 แก้วยังช่วยฟื้นฟูความชุ่มชิ้นให้กับผิวพรรณของคุณ ดูเนียนนุ่ม และน่าสัมผัส มีส่วนช่วยในการขับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ฝ้า และผิวหมองคล้ำ ลองสังเกตคนที่ดื่มน้ำเก่ง ๆ ดูค่ะว่าคนเหล่านี้มักจะมีผิวที่สวยมากเลยทีเดียวเชียว

5. ปลา

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
เติมเต็มโอเมก้า 3 ให้ร่างกายด้วยเนื้อปลา ไม่ว่าจะเป็น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และทูน่า ซึ่งปลาที่มีไขมันเหล่านี้จะช่วยในด้านระบบการทำงานของเซลล์ผิวหนัง มีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจลงได้มากถึง 50% อีกทั้งยังมีแคลเซียม ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวหนัง และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน

6. ไข่

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
“ไข่ไก่” เมนูที่หลายคนต้องมีติดบ้าน ซึ่งไข่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนสูง มีแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 3 แนะนำให้เลือกซื้อไข่ไก่สดแบบปลอดสารพิษ และปรุงสุกแล้วเท่านั้น เพราะไข่ที่เก่าและมักจะมีแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาหารเป็นพิษขึ้นมาได้

7. สาหร่าย

ที่เสกคุณให้สวยขึ้น
สาหร่ายชนิดต่าง ๆ ที่มักนิยมนำมาบริโภคกัน จะให้ประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันออกไปตามกรรมวิธีการทำ แต่ที่สำคัญคือ ในสาหร่ายทุก ๆ ชนิดนั้นมีโปรตีน แร่ธาตุ และสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ให้กลับมาเปล่งปลั่งและดูดี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงวิตามินซี และคอลลาเจน ที่จะช่วยทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

เป็นอย่างไรบ้างคะ แต่ละอย่างนั้นหาทานไม่อยากเลยใช่ไหมล่ะ แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องหมั่นรับประทานอาหารที่ดี ให้ครบ 5 หมู่ และถูกต้องตามสุขอนามัย เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี เมื่อข้างในดีภายนอกก็จะดีตามไปด้วยทั้งผิวพรรณและอารมณ์ค่ะ ความสวยของผู้หญิงเราเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยนะคะ เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาเทคนิค เคล็ดลับดี ๆ อย่าลืมแวะมาอ่านกันได้นะคะ…

ข้าวยำทะเลลวก

ข้าวยำทะเลลวก สด แซ่บ ถึงใจต้องเจอสูตรเด็ดนี้

ข้าวยำทะเลลวก
วันนี้พี่ขอเสนอเมนูสุดซี๊ดเปรี้ยวปาก และกลิ่นอายแห่งท้องทะเล กับเมนูทำง่ายอร่อยแบบไทย “ ข้าวยำทะเลลวก ” แค่เห็นรูปก็ชวนให้น้ำลายสอกันแล้วใช่ไหมละ ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรแล้วค่ะคุณ ลุยเลยกับเมนูนี้ พร้อมออกเรือล่าอาหารทะเลกันเลย!

ส่วนผสม

1. กุ้งสด                                                  3      ตัว
2. ปลาหมึกหั่นแว่น                                  1      ตัว
3. หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์                          2      ตัว
4. ปลาดอร์รี                                            1       ชิ้น
5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วสุก                     2       ช้อนโต๊ะ
6. หอมแดงซอย                                      1        หัว
7. กระเทียมสับหยาบ                               1        ช้อนชา
8. พริกขี้หนูตำ                                         2        ช้อนชา
9. ต้นหอมซอย                                        1        ช้อนโต๊ะ
10.น้ำปลา                                               1 1/2  ช้อนชา
11.มะนาว                                                1        ลูก
12.น้ำตาลทราย                                       1/2     ช้อนชา
13.ข้าวสวย                                             1         ถ้วย

วิธีทำ

1. นำเนื้อสัตว์ทะเล ทั้งกุ้ง หอย ปลาหมึกและปลาดอร์รี ลงลวกในน้ำเดือดจัด (แนะนำให้ใช้ไฟแรงและรอให้น้ำเดือดจัด จะทำให้ไร้กลิ่นคาวของอาหารทะเล) เมื่อลวกจนสุก นำพักให้สะเด็ดน้ำ

2. ขั้นตอนต่อไป เรามาผสมน้ำยำกันก่อน เริ่มด้วยใส่พริกโขลก น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ จากนั้นใส่หอมแดงซอยและกระเทียมสับตามลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน

3. นำเนื้อสัตว์ทะเลที่ลวกสุกเรียบร้อย ลงคลุกเคล้าในน้ำยำ ตามด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว คลุกให้เข้ากันอีกเล็กน้อย

4. ตักยำทะเลลวก ราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย รับรองแซ่บ!

อาหารทะเลแหล่งโปรตีนและประโยชน์ดี ๆ เพียบ!
ไม่ใช่แค่ความอร่อยที่เราได้จากอาหารทะเลเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเนื้อสัตว์พวกนี้นั่นแหละ ก็มีประโยชน์มากมายที่เหมาะกับร่างกายของเราเช่นกัน

อาหารทะเลช่วยในเรื่องของระบบไหลเวียนโลหิต เพราะมีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดที่เป็นความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายได้

สายตาดีเพราะซีฟู้ด เพราะในอาหารทะเลอุดมไปด้วยโอเมก้าสาม มีส่วนช่วยในการมองเห็นและบำรุงสุขภาพตาได้ดีมาก ๆ ช่วยลดความผิดปกติของจอประสาทตาได้อีกด้วย

บำรุงสมองได้ดีเยี่ยม การเลือกทานอาหารทะเลอย่างสม่ำเสมอช่วยทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จานนี้ทีเด็ดแถมประโยชน์เพียบ เป็นใครจะอดใจไหวจริงไหมคะ มาลองทำสูตรสุดง่ายแต่แซ่บอร่อยกันเลย เท่านี้ก็จะได้จานอร่อยภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงกันแล้ว!…

 ต่อสุขภาพ

โรลกุ้งลุยสวน มื้อเช้าดีๆ ต่อสุขภาพ

มื้อเช้าดีๆ  ต่อสุขภาพ ไม่ต้องจดสูตรให้ยุ่งยาก


ชั่วโมงเร่งรีบในตอนเช้า อาหารที่หลายบ้านเน้นสะดวก สำหรับมื้อเช้านี้คงหนีไม่พ้นเมนูฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ที่ทานง่ายแต่ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว จะดีกว่าไหม ถ้าเรามีมื้อเช้าดีๆ แสนอร่อยสำหรับคนรักที่สะดวก ทานง่าย ติดกระเป๋าไปทานระหว่างทางได้ แถมตอบโจทย์คนรักสุขภาพสุดๆ อย่างเมนู “โรลกุ้งลุยสวน” ที่ช่วยเติมพลังงานก่อนเริ่มงานในตอนเช้า พร้อมได้ประโยชน์จากกุ้งขาวเนื้อแน่น และผักสดต่างๆ เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำสลัดวาซาบิรสแซ่บ ยิ่งเพิ่มรสชาติอร่อยเข้ากัน แถมทำง่ายดี ต่อสุขภาพ ไม่ต้องจดสูตรให้ยุ่งยาก แค่เตรียมวัตถุดิบให้พร้อมก็ทำตามกันได้เลย

 ต่อสุขภาพ

ส่วนผสมโรลกุ้งลุยสวน

1. กุ้งขาวไซส์ใหญ่ ปอกเปลือก ผ่าหลังลวก     15     ตัว
2. ผักสลัดออร์แกนิค                                      1-2   แพ็ค
3. ปอกเปลือก ผ่าหลังลวก
4. แป้งแผ่นห่อ แหนมเนือง
5. ผักชีฝรั่ง                                                    20     ใบ
6. น้ำสลัดวาซาบิ หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด
7. แครอทหั่นท่อนประมาณครึ่งหัว
8. ต้นหอมหั่น ประมาณ                                   10     ต้น

วิธีทำโรลกุ้งลุยสวน

1. นำเทสโก้ กุ้งขาวไซส์ใหญ่ ปอกเปลือกผ่าหลัง 15 ตัว ลงไปลวกพอสุก แล้วน้ำขึ้นมาน็อคบนน้ำแข็ง เพื่อให้กุ้งเซตตัว เนื้อกรอบเด้ง อร่อย สีสันน่าทานขึ้น

 ต่อสุขภาพ
2. นำแผ่นแป้งชุบน้ำ แล้ววางบนเขียง


3. นำกุ้งมาวางลงบนแผ่นแป้ง ตามด้วย ผักสลัดออร์แกนิค แครอท ผักชีฝรั่ง และต้นหอม วางเรียงตามลำดับ

 ต่อสุขภาพ
4. พับแผ่นแป้งหัวท้าย แล้วม้วนแผ่นแป้งอย่างเบามือ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 ต่อสุขภาพ
5. หั่นเป็นท่อน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำสลัดวาซาบิ

 ต่อสุขภาพ

มื้อเช้าน่าทาน แถมประโยชน์เน้นๆ ขนาดนี้ รับรองคุณแฟนต้องติดใจ วันต่อไปต้องขอเมนูเดิมซ้ำอีกแน่นอน สำหรับใครที่ซื้อกุ้งสดมาแล้วไม่สามารถปรุงอาหารให้หมดในมื้อเดียวได้ แนะนำให้ลองใช้วิธีการเก็บรักษาโดยวิธีการลวกดูนะคะ ขั้นตอนง่ายๆ แค่นำกุ้งไปล้างให้สะอาด ตัดหัว และแกะเปลือกให้เรียบร้อย แล้วนำไปลวกพอสุก จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเย็นจัดให้เนื้อกุ้งเซ็ตตัว แล้วนำเข้าถุงซิปล็อคปิดปากถุงให้สนิท แช่เก็บในช่องฟรีซ เมื่อต้องการนำมาประกอบอาหารสามารถนำไปผ่านความร้อน หรือลวกอีกครั้งได้เลยค่ะ วิธีนี้ถือเป็นอีกวิธีที่ดี เพราะกุ้งเป็นวัตถุดิบที่คงความสดได้ไม่นาน หากเก็บรักษาไม่ดีก็ยิ่งเน่าเสียเร็ว หรือมีกลิ่นคาวได้ง่าย วิธีนี้จึงช่วยรักษารสชาติ และคงความสดของกุ้ง แถมสะดวก ประหยัดเวลาในการประกอบอาหารมื้อถัดไปได้อีกด้วย

69

ยายวัย 69 ปี กินหัวหมูแก้บนถูกหวย ติดโรคไข้หูดับเสียการได้ยินทั้ง 2 ข้าง

นางสังเวียน โพธิ์เกิด อายุ 69 ปี ผู้ป่วยโรคไข้หูดับรายล่าสุด

69

วันที่ 31 ต.ค. นพ.พัลลภ ยอดศิรจินดา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยนาท (สสจ.)
เปิดเผยว่า จ.ชัยนาทในปี 2562 มีคนไข้โรคไข้หูดับ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2 ราย
เสียชีวิต 1 ราย ถัดมาเมื่อเดือนมิถุนายน พบที่อำเภอหันคา 1 ราย และพบรายล่าสุด
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่อำเภอมโนรมย์ 1 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว ถือว่าประปราย
มีมาเรื่อยๆไม่ได้มีความรุนแรงมาก แต่ขอเตือนเรื่องการรับประทานเนื้อหมู

69

สำหรับสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานหมูที่สุกๆ ดิบๆ ซึ่งติดเชื้อ ทำให้เชื้อติดเข้าสู่คนได้ วิธีป้องกันคือรับประทานหมูสุก แยกเขียงอาหารเนื้อสัตว์กับผัก การเก็บแช่หมูในน้ำแข็งให้แยกจากน้ำแข็งที่ใช้บริโภค โดยให้ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” จะทำให้ปลอดภัยจากโรคหูดับได้

69

ด้านนางสังเวียน โพธิ์เกิด อายุ 69 ปี ผู้ป่วยโรคไข้หูดับรายล่าสุด อาศัยอยู่บ้านท่าอู่ หมู่ 4 ตำบลอู่ตะเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เล่าว่า ได้ไปกินหัวหมูที่เพื่อนบ้านซื้อมาจากอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 9 หัว เพื่อแก้บนถูกหวยงวดวันที่ 16 กันยายน 62 โดยทำกินกันเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากนั้น เวลาผ่านไปประมาณ 6 วัน จึงเกิดอาการปวดหัว เวียนหัว จึงให้ญาติพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลมโนรมย์

69

หมอฉีดยาให้ 1 เข็ม แล้วกลับมาบ้าน ญาติเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้นจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทรในวันเดียวกัน หมอตรวจแล้วทราบว่าเป็นไข้หูดับ จึงให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที ใช้เวลากว่าครึ่งเดือนจึงได้กลับบ้าน อาการทั่วไปหายเป็นปกติ แต่หูไม่ได้ยินทั้ง 2 ข้าง

ปวดมึนหน้าผาก

ปวดมึนหน้าผาก สามารถบอก สาเหตุโรคต่างๆได้

ปวดมึนหน้าผาก
ปวดมึนหน้าผาก หลายๆ ครั้งที่ผู้ป่วยมักจะมาปรึกษาเพราะเกรงว่า ตัวเองจะเป็นไซนัสอักเสบเนื่องจากมีอาการปวดมึนๆ ตึงๆ ที่หน้าผาก บริเวณระหว่างหัวคิ้วหรือเหนือหัวคิ้วเล็กน้อย (ซึ่งเป็นตำแหน่งของโพรงไซนัสบริเวณหน้าผาก)บางท่านปวดตลอดเวลา บางท่านมีอาการปวดเป็นๆ หายๆหรือบางท่านปวดเฉพาะเวลามีอาการหวัดร่วมด้วย

อาการปวดที่บริเวณนี้นั้นเป็นได้จากหลายสาเหตุนื่องจากบริเวณนี้ประกอบไปด้วยอวัยวะหลายอย่างด้วยกัน คือ สมองส่วนหน้า, กระโหลกศีรษะส่วนหน้า, กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก, โพรงไซนัสบริเวณหน้าผาก, โพรงจมูกและเบ้าตาเพราะฉะนั้นอาการปวดบริเวณนี้จึงอาจไม่ได้เกิดจากภาวะไซนัสอักเสบเสมอไป)

1. โพรงไซนัสอักเสบจะมีเชื้อโรคอยู่ในโพรงไซนัส ทำให้เกิดน้ำมูก, เสมหะค้างในไซนัสและเยื่อบุไซนัสบวม จนเกิดอาการปวดได้บางครั้งอาจมีน้ำมูกในจมูก และเสมหะไหลลงคอ รวมทั้งอาจมีไข้ได้ด้วย
2. โพรงจมูกอักเสบ : เยื่อบุในโพรงจมูกจะบวมแดง และเกิดอาการปวดร้าวขึ้นมาที่หน้าผากได้
3. ภาวะผนังกั้นจมูกคด ทำให้โพรงจมูก 2 ข้าง มีขนาดกว้างไม่เท่ากัน เมื่อเกิดไข้หวัดมีอาการคัดจมูกเยื่อบุในจมูกบวมโดยเฉพาะในโพรงจมูกข้างที่มีขนาดเล็กกว่ามักจะเกิดการอุดตันก่อนและก่อให้เกิดอาการปวดขึ้นมาได้
4. สายตาผิดปกติ (สั้น ยาว เอียงฯ) ทำให้เกิดการปวดได้เช่นกัน รวมทั้งมองเห็นภาพไม่ชัดเจน

ปวดมึนหน้าผาก
5. ภาวะภูมิแพ้ในจมูก จะทำให้เกิดเยื่อบุในโพรงจมูกบวมๆ ยุบๆ (รวมทั้งเยื่อบุในโพรงไซนัสด้วย) เมื่อเยื่อบุเหล่านี้บวมมากๆ ก็จะปวดได้
6. ความเครียดก่อให้เกิดการปวดศีรษะ (Tension headache) มีกล้ามเนื้อที่กระโหลกศีรษะเกร็งตัว หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน ก็อาจทำให้ปวดที่บริเวณระหว่างคิ้วได้
7. โรคในสมองเอง (โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า) ก็อาจก่อให้เกิดอาการปวดเช่นนี้ได้เหมือนกัน

ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่ชัดเจน เมื่อไปพบแพทย์อาจจะต้องได้รับการตรวจทั้ง สายตา จมูก ไซนัส และสมอง…